ปรัชญาการฝึกพูดของสโมสรฯ
เพื่อการฟัง การคิด และการพูดที่ดีกว่า       
Main Menu
หน้าแรก
สารสโมสร
หลักสูตรฝึกการพูด
เรียงร้อยถ้อยความ
รู้จักเรา
ติดต่อกับเรา
Who's Online
ขณะนี้มี 5 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เสรีภาพในการพูด รศ. ดร.สุวิทย์ รุ่งวิสัย พิมพ์ ส่งเมล
แก้ไขโดย Administrator   


    สัตว์โลกที่เกิดมาส่วนมากสื่อสารกันด้วยเสียงไม่ว่าสัตว์บกหรือสัตว์น้ำ

 ในฐานะมนุษย์เราเป็นสัตว์โลกประเภทหนึ่งก็ได้ใช้เสียงที่เปล่งออกมาเป็นคำ พูดเป็นเครื่องมือในการติดต่อกัน
 และถือว่าเป็นสิทธิเสรีภาพตามธรรมชาติ รัฐจะบังคับขัดขวาง ไปให้ประชาชนพลเมืองใช้สิทธิดังกล่าวหาได้ไม่
ซึ่งนักประชาธิปไตยของอังกฤษเช่น Thomas Hobbes (1588-1679)
 และJohn Locke (1632-1704) ได้ยืนยันยอบรับสิทธิดังกล่าวอย่างมั่นคง

ด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญไทยตั้งแต่ปี 2475 ถึง ปี 2550 ล้วนยอมรับว่า
 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การโฆษณา




รัฐธรรมนูญปี 2475  ม. 14 ปี 2540  ม. 39 และปี 2550 ม.45  แต่ทั้งนี้การพูดนั้นต้องไม่ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น การพูดที่ถูกจำกัดเป็นสิ่งที่ต้องห้ามก็คือเป็นคำพูดที่ขัดต่อกฎหมายและ ศีลธรรมทางศาสนาที่ตนนับถือ

    ในการพูดที่เป็นการละเมิดสิทธิของผู้อื่น ถือว่าผิดกฎหมายคือ ความผิดฐานแจ้งความเท็จ เช่น กล่าวโป้ปดมดเท็จตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137 ฐานแจ้งความเท็จ ม. 175 ฟ้องร้องกล่าวหาผู้อื่นอันเป็นเท็จ ม. 177 ให้การต่อศาลอันเป็นเท็จ การกล่าวหาผู้อื่นเป็นเท็จ ม336 ก็มีความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งมีนักการเมือง ถูกฟ้องร้องมาแล้วหลายคนและหลายหนทำให้ประชาชนหมดศรัทธาในนักการเมืองดังกล่าว และกล่าวเท็จซึ่งหน้าตัวต่อตัวกับคนอื่นก็มีความผิดตามมาตรา 393 ฐานดูหมิ่นผู้อื่น

    ด้านศีลธรรมและศาสนาต่างๆ กำหนดให้ศาสนิกชนต้องรักษาศีล ทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม
 พราหมณ์และสิกข์ล้วนมีข้อห้ามการกล่าวเท็จ การกล่าวคำหยาบและให้อดทนต่อคำหยาบด้วย

    ศาสนาพุทธได้ให้เสรีภาพในการพูดในการเสนอความคิดเห็นและโต้ตอบกันด้วยเหตุผล
 ศาสนาพุทธเป็นกลุ่มอเทวนิยมจึงมีการซักถามปัญหากันตั้งแต่ครั้งพุทธกาล
 แม้ปรินิพพานแล้วสาวกของพระองค์ก็ใช้วาทศิลป์ในการเผยพระศาสนาจนมีคัมภีร์มิลินทปัญหา ซึ่งเป็นการโต้ตอบปัญหาต่าง ๆ
 ระหว่างพระยามิลินทร์ (Menander) มหาราชกับพระนาคเสนเถระ

    ศีลห้าในศาสนาพุทธข้อที่ 4 ห้ามพูดเท็จ แต่ในทางธรรมหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจ การประพฤติชั่วทางวาจาเรียกวจีทุจริต มี 4 ประการ คือ

    1.มุสาวาจา        การพูดเท็จ
    2. ปิสุณาวาจา         การพูดสอเสียด
    3. ผรุสวาจา        การพูดคำหยาบ
    4. สัมผัปปลาปวาจา    พูดสำรากเพ้อเจ้อ

    (ทสก 24/303 นวโกวาท, 2529:6) ในประวัติศาสตร์การเมือง มีผู้นำของประเทศไทยได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในวันที่ 30 ธันวาคม 2534
ว่าผมยืนยันไม่เล่นการเมือง ไม่ลงเลือกตั้งไม่เป็นนายกฯ โดยเด็ดขาด การเมืองไม่มีอะไรแน่นอน

ต่อมาท่านผู้นำคนเดียวกันได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในวันที่ 8 เมษายน 2535 โดยกล่าวว่า

“จำเป็นต้องเสียสัจจะที่เคยกล่าวว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้เพราะคิดว่าเราเป็นทหารมีคติประจำใจว่าเราย่อมเสียสละได้แม้ชีวิตเพื่อประเทศชาติ
 และเมื่อมีความจำเป็นที่เราต้องทำงานเพื่อประเทศชาติ การเสียชื่อเสียงเสียสัจจะวาจาก็จำเป็น”
(ผู้จัดการฉบับพิเศษ พฤษภาคมทมิฬ, 2535 หน้า 9) การที่เสียสัจจะถือว่าเป็นการละเมิดศีลห้าข้อที่ 4
 และเป็นการไม่ยึดมั่นในธรรมะที่เป็นวจีสุจริตกลับเป็นผู้ประพฤติวจีทุจริตข้อแรก จึง จึงเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535
 และท่านต้องถูกกดดันให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งที่ดำรงตำแหน่งได้ 48 วันเพราะไม่รักษาสัจจะ

    เรื่องการยึดมั่นในความสัจจะมีคำโคลงโลกนิติกล่าวไว้ เช่นโคลง 4  กระทู้ยืนว่า

    เสีย    สินสงวนศักดิ์ไว้ วงศ์หงส์
    เสีย    ศักดิ์สู้ประสงค์    สิ่งรู้
    เสีย    รู้เร่งตำรง    ความสัตย์ไว้นา
    เสีย    สัตย์อย่าเสียสู้    ชีพม้วยมรณา

    บางครั้งหลายคนต้องกล่าวคำเท็จพูดโกหกเพื่อหลีกเลี่ยงความผิด เพื่อนำมาหาเลี้ยงชีพ
 และเพื่ออยากได้อำนาจปกครอง เข้าทำนองที่ว่าอันเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป อำนาจใหญ่เมามันทุกวันคืน
จนทำให้ผู้นำบางคนหลุดหล่นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาแล้ว น่าจะเป็นบทเรียนของผู้นำบางคนที่ประพฤติตนหมิ่นเหม่ต่อวจีทุจริตทั้ง 4 ข้อดังกล่าวมา
 ขนาดกระทำผิดข้อเดียวอดีตนายกรัฐมนตรีก็ต้องออกจากตำแหน่งทั้งที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่นาน

    สโมสรฝึกพูดเป็นแหล่งผลิตบุคลากรผู้นำขององค์กรและสถาบันต่าง ๆ มาแล้วมากมายหลายรุ่น

 คนเหล่านั้นได้เจริญก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่
 เพราะบริหารงานด้วยวาทศิลป์ที่มีเสรีภาพในการพูดและพูดอยู่ในกรอบของกฎหมายและศีลธรรมอันดีของศาสนาที่ตนนับถือ

    คำเท็จเป็นเสมือนบุมมะแรงที่ย้อนกลับมาทำร้ายเราเพราะเรา ไม่อาจจดจำคำเท็จที่เรากล่าวไว้ได้ตลอดไป

 ถ้าเราพูดจริง ก็ไม่จำเป็นต้องจดจำไว้เพราะมันก็คงความจริงไว้ตลอด เช่นกันและได้ทำให้คนที่รู้จักได้ยินได้ฟังมีความเคารพนับถือผู้พูดมากยิ่งขึ้นด้วย

ถัดไป >
 
Copyright 2005 Lanna Toast Master Club All rights reserved.