| ปรัชญาการฝึกพูดของสโมสรฯ | ||
|---|---|---|
|
||
| Main Menu | ||||||
|---|---|---|---|---|---|---|
|
| Who's Online |
|---|
| ขณะนี้มี 2 บุคคลทั่วไป ออนไลน์ |
| องค์ประกอบของการเป็นนักพูดที่ดี : สุกัญญา เนียมลาภเนื่อง |
|
|
| แก้ไขโดย Administrator | |
|
เดมอสธีนีส * (Demosthenes)เป็นนักพูดชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ ที่มีชีวิตอยู่ราวปี พ.ศ. 159 วาทะของท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นวาทะที่สมบูรณ์แบบที่สุดในประวัติศาสตร์การพูด โดยมีผู้เชี่ยวชาญ ได้อธิบายไว้ว่า เป็นวาทะที่ “หมดจด สมบูรณ์แบบ สง่างาม และสะเทือนอารมณ์ ที่สุด “ ( the most finished, the most splendid and the most pathetic work. )* ต่อ >>>>>>>>>>>>>>>>>> แม้ว่า เดมอสธีนีส จะมีเสียงแหบ มีปัญหาเกี่ยวกับปอด ท่าทางงุ่มง่ามไม่สง่างาม แต่ก็สามารถทำให้ผู้คนจดจำการพูดของท่านได้แม้จะผ่านมาแล้วกว่า 2000ปี ท่านได้ฝึกการพูดด้วยวิธีปีนขึ้นไปบนหน้าผาสูง อมก้อนกรวดไว้ในปาก แล้วตะโกนออกมาดังๆ แต่วิธีฝึกเพียงแค่นั้นคงไม่ได้ช่วยให้ท่านเป็นนักพูดที่ดีได้ง่ายถึงเพียงนั้น ดิฉันได้มาเป็นสมาชิกสโมสรฝึกการพูดแห่งลานนาไทยมาประมาณ 25 ปี สั่งสมประสบการณ์ทีละเล็กทีละน้อย จากผู้หญิงคนหนึ่งที่กลัวเวทีการพูดและสั่นไปหมดทั้งตัวเมื่อขึ้นพูดในปีแรก จนกระทั่งในวันนี้สามารถพูดได้ทุกเวที ได้มองเห็นแนวทางในการฝึกฝนตนเอง และเชื่อว่า นี่คือเคล็ดลับการฝึกพูดที่ เดมอสธีนีสไม่ได้บอกไว้ ประการแรกคือ ความกล้าหาญ คำว่ากล้าหาญในภาษาอังกฤษคือ courage ซึ่งมีรากมาจากคำว่า core ซึ่งแปลว่า แก่น หรือหัวใจ ความกล้าหาญจึงเป็นจุดสำคัญหรือหัวใจสำคัญของการกระทำทุกอย่าง และคำว่า Encourage จึงแปลว่า ทำให้กล้าหาญ บางคนแปลว่า การหนุนใจ หรือการสนับสนุนให้มีกำลังใจ และการสนับสนุนเหล่านี้ ดิฉันได้รับอย่างเต็มเปี่ยมจากสมาชิกรุ่นก่อนๆ รวมทั้งครูบาอาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นความกล้าหาญในการแสดงออก การเผชิญหน้ากับการวิจารณ์ที่รุนแรง ความอยุติธรรม และอคติ ตลอดจนกล้าหาญที่จะเสี่ยง หรือผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า ความเข้มแข็ง ความมั่นใจ และความเบิกบานที่ท่านเห็นทุกวันนี้ ถูกสร้างขึ้นมาวันละเล็กวันละน้อยจากสมาชิกหลายสิบท่านที่ให้กำลังใจ ให้คำแนะนำที่อบอุ่น และสร้างศรัทธาอันแรงกล้าในอันที่จะเคี่ยวกรำตัวเองให้แกร่งยิ่งขึ้น และบางครั้งความกล้าหาญก็ช่วยให้ดิฉันเดินข้ามขอบเขตบางอย่าง หรือบรรทัดฐานเพื่อแสดงความซื่อสัตย์ต่อตนเอง รับผิดชอบต่อคำพูดอันโง่เขลาที่เผลอพูดยามไร้สติ ความกล้าหาญยังช่วยให้ดิฉันสามารถเอ่ยคำวิจารณ์ที่มาจากความรู้สึกที่แท้จริง และสะสมเป็นพลังของความปรารถนาดีมายังนักพูดรุ่นน้องได้ นอกจากนี้ ความกล้าหาญจะช่วยให้เราพบเสรีภาพในการที่จะกล่าวถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นความดีอันสูงสุด ความเลวร้ายอย่างสุดกู่ ความงดงามอันวิจิตร หรือความอัปลักษณ์เลวทรามอันบัดซบ ความกล้าหาญเท่านั้นที่จะช่วยให้เราแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีต่อเรื่องที่เราไม่เห็นด้วย โดยไม่ต้องปิดปากเงียบอีกต่อไป ความกล้าหาญเท่านั้นที่จะทำให้เราสามารถลุกขึ้นต่อสู้ต่อความไม่เป็นธรรมในสังคมได้อย่างง่ายดาย ด้วยถ้อยคำที่เป็นของเราเอง แต่แม้กระทั่งทุกวันนี้ ดิฉันก็ยังหิวกระหายที่จะได้รับการสนับสนุนและกำลังใจจากพวกเรา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเราจะเป็นกำลังใจซึ่งกันและกันเพื่อรักษาพลังของความกล้าหาญให้แข็งแกร่งมากขึ้น ประการที่สองคือ ความมีวินัย คงมีหลายครั้งที่พวกเราละเลยการฝึกฝน โดยคิดว่า พูดได้เพียงแค่นี้ก็ดีแล้ว หรือแค่นี้ก็น่าจะผ่านไปได้แล้ว แต่เมื่อเปิดดูคู่มือ หรือรำลึกถึงคำวิจารณ์ เราก็จะเห็นอย่างเด่นชัดว่า เราขาดวินัยในการศึกษาบทพูด และขาดการมาสโมสรอย่างสม่ำเสมอ ดังเช่นนักว่ายน้ำ หากช่วงไหนไม่ซ้อมว่ายน้ำ พละกำลังก็จะอ่อนด้อยลง ไม่ค่อยได้มาสโมสรพลังในการพูดก็จะถดถอยขาดประสิทธิภาพ นอกจากนั้นความมีวินัยจะฝึกฝนให้เราควบคุมตัวเองทั้งลำดับการคิด การแสดงออกของน้ำเสียงและภาษากายเพื่อส่งเสริมการพูดให้เด่นขึ้น หากละเลยเรื่องวินัยเสียแล้ว เพียงแค่ทักษะเบื้องต้นเราก็จะไม่สามารถยึดถือเอาไว้ ถ้าละเลยการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอช่วงใด ความตื่นตระหนกและความขลาดอายก็จะถาโถมเข้ามา จนไม่สามารถจะรักษาทักษะที่จำเป็นง่ายๆเช่นการควบคุมระดับเสียงและการใช้ภาษากาย ผลก็คือการพูดที่ไม่เอาไหน ไม่มีคนฟัง หรือแปลเจตนาของการพูดบิดเบือนไปจากวัตถุประสงค์ที่อยากจะพูด ความมีวินัย จะสร้างนิสัยของการฟัง การคิด และการพูดที่ดีจนกลายเป็นบุคลิกที่ดีไปวันละเล็กละน้อย และจะเป็นทักษะที่เราบ่มเพาะภายในจนกระทั่งแข็งแกร่งขึ้นไปเรื่อยๆ วันใดที่เราเผลอเอ่ยคำเอ้อ อ้าขึ้นมา ก็คือ เรากำลังย่อหย่อนวินัยอย่างร้ายแรง และต้องย้อนไปฝึกฝนทักษะพื้นฐานอีก ก่อนจะก้าวข้ามระดับต่อไปอีกครั้ง ความมีวินัย จะกระตุ้นเตือนให้เราใส่ใจต่อไวยากรณ์ ที่จะส่งให้การพูดของเราสง่างาม ไม่ขาดตกบกพร่อง ระมัดระวังและความมีวินัย จะสร้างความสงบนิ่ง สุขุมรอบคอบให้เป็นพื้นฐานสำคัญของการเป็นนักพูดต่อไป ประการที่สามคืออารมณ์ขัน สโมสรฯของเราเชื่อว่า อารมณ์ขันนั้นฝึกได้ และฝึกกันมาแล้วหลายรุ่น ก่อนที่เราจะบรรจุเรื่องอารมณ์ขันเข้ามาในหลักสูตรการฝึกพูด ดิฉันไม่เคยคิดหรือเคยรู้มาก่อนว่าอารมณ์ขันนั้นฝึกได้ จนกระทั่งได้ฟังการบรรยายจากท่านอาจารย์แสง จันทร์งาม เรื่องเทคนิกการสร้างอารมณ์ขัน ( ซึ่งภายหลังเป็นส่วนหนึ่งในบทฝึกของพวกเราด้วย) เพียงแค่เราตั้งใจที่จะฝึกฝน และ ฝึกอย่างสม่ำเสมอในรูปแบบต่างๆไม่ว่าจะในบทสนทนา ขณะที่เป็นพิธีกร หรือแม้กระทั่งขณะวิจารณ์ อารมณ์ขันจะสร้างความเบิกบานใจให้แก่ผู้พูดกับผู้ฟัง และช่วยให้การพูดประสบความสำเร็จได้ง่ายกว่าวิธีอื่นๆ อารมณ์ขันทำให้บุคลิกของเราเป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใสไม่หวั่นไหวต่อภาวะตึงเครียดที่รุมล้อม บางมิติของเรื่องราวต่างๆจะมีเพียงคนที่พื้นอารมณ์มีอารมณ์ขันเท่านั้นจึงจะมองเห็น อารมณ์ขันสามารถพลิกสถานการณ์เลวร้ายให้กลายเป็นดีได้เสมอ อารมณ์ขันจะช่วยให้เราสามารถมองเรื่องทุกเรื่องให้เป็นเรื่องงดงามเบิกบานใจได้ ทั้งสิ้น หากสักครั้งหนึ่งในชีวิตจะถูกปรามาสว่า ไร้อารมณ์ขันแล้วไซร้ ต้องถือว่าเป็นการดูถูกอย่างรุนแรง และต้องกลับมาสำรวจตัวเองใหม่ว่ามองข้ามแง่มุมอะไรบางอย่าง หรือจิตใจไม่กว้างขวางเพียงพอที่จะเห็นได้ ความสามารถในการมองโลกผ่านความรื่นรมย์ เป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝน เป็นศิลปะขั้นสูงที่ต้องบ่มเพาะวันละเล็กละน้อย ดังเช่นจิตรกร หรือคีตกวี ที่มองเห็นความงามในสรรพสิ่ง แล้วจรรโลงออกมาเป็นงานศิลปะชั้นเลิศ ขอให้ทุกท่านที่อยากเป็นนักพูดที่ดี จงเชื่อมั่นว่าอารมณ์ขันเป็นประตูนำท่านไปสู่การพูดชั้นสูง ที่นำไปประยุกต์กับศิลปะวิทยาการได้ทุกศาสตร์ และจะช่วยให้ท่านข้ามพ้นการฝึกพูดขั้นต้นไปเป็นศิลปินที่รังสรรค์งานด้านภาษาออกมาได้อย่างงดงาม ประการที่สี่ ความยืดหยุ่น ความยืดหยุ่นจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยปัญญาในระดับสูง เคยมีศาสตราจารย์ด้านสมองสองท่านคือ Dr. Herbert L. Freidman Dr. Paul Yablo พูดไว้ตรงกันว่า สิ่งที่แสดงความฉลาดของมนุษย์ คือความสามารถในการปรับตัว ( The Ability to Adjust) การปรับตัวได้ดีต้องมองเห็นช่องทางที่จะวางตัวเองให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ และมองเห็น “ ความเป็นไปได้” ที่อาจเกิดขึ้น จนกะการณ์ล่วงหน้าได้ถึงสิ่งไม่แน่นอนเพื่อเตรียมตัวเตรียมใจรับมือได้อย่างงดงาม ผู้บริหารในระดับสูงจึงมักจะเป็นคนที่คอยแก้ปัญหาที่คาดเดาไม่ได้อยู่เสมอๆ บางคนถึงกับพลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้บ่อยๆ การเป็นนักพูดที่ดี ต้องคอยปรับบุคลิกและการพูดของตนให้เหมาะกับผู้ฟังและสภาพแวดล้อมจึงจะประสบความสำเร็จได้ สติปัญญาและความสามารถในการยืดหยุ่นปรับตัวเป็นผลจากการฝึกคิด ฟังและพูดอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด หรือต้องมีไอคิวสูงล้ำเลิศ ในฐานะที่เป็นสมาชิสโมสรฯมานาน ได้เห็นสมาชิกเปลี่ยนแปลงตัวเองมาคนแล้วคนเล่า การมาแลกเปลี่ยนแนวคิด ทัศนะมุมมอง รับฟังผู้อื่นจนกลายเป็นคนจิตใจกว้างขวางมากขึ้น จนกลายเป็นคนหยั่งรู้เหตุการณ์ หยั่งรู้จิตใจคนมากขึ้น สามารถให้อภัยแก่คนได้หลากหลายประเภท เมื่อหยั่งรู้ปูมชีวิตหรือที่มาของบุคคล ก็สามารถเมตตาผู้คนได้อย่างไม่จำกัด ทำให้เราปรับคำพูดของเราให้เหมาะกับผู้ฟังได้เป็นอย่างดี ความยืดหยุ่นจึงเป็นผลมาจากความสามารถอดทนต่อความแตกต่างและความบกพร่องของผู้คนนั่นเอง หากเราตระหนักได้ว่า ณ ขณะที่เรายืนพูดต่อหน้าที่ประชุม เรากำลังฝึกใจ ฝึกความคิดของเราไปด้วย สิ่งที่แสดงออกมาเป็นคำพูดและภาษาท่าทาง เป็นเพียงผลลัพธ์เพียงเล็กน้อยของการเปลี่ยนแปลงภายในที่ถูกลำเลียงออกมาให้ผู้อื่นเห็น ส่วนที่ก่อรูปภายในต่างหากที่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ การเป็นนักพูดที่ดี เป็นเพียงเปลือกนอกที่เป็นข้อพิสูจน์ว่า การฝึกฝนตนเองของเราสำเร็จอยู่ในระดับใด มีความก้าวหน้าขึ้นหรือไม่ ขอให้พวกเราเชื่อมั่นในการฝึกฝนอย่างมีระบบในสโมสรฯของเรา และเชื่อมั่นในความปรารถนาดีของเพื่อนสมาชิกทุกคนที่วิจารณ์หรือให้คำแนะนำเรา ขอพวกเราขอบคุณทุกรอยยิ้ม สายตาที่ชื่นชม เสียงปรบมือที่จริงใจ ทุกนิ้วโป้งที่ยกชูด้วยความชื่นชอบ และตอบสนองต่อสมาชิกท่านอื่นๆเฉกเช่นเดียวกันกับที่ท่านเคยได้รับ ความอดทน ความพยายาม และความศรัทธาที่ไม่เคยเสื่อมคลายต่อการฝึกอย่างเป็นระบบ เปลี่ยนแปลงตัวตนของเราได้อย่างแน่นอน ดังภาษิตจีนที่กล่าวไว้ว่า “ เวลา และความเพียร เปลี่ยนใบหม่อนให้เป็นแพรไหม” • อ้างอิง หลักปรัชญาและวาทวิทยา อรรวรรณ ปิลันธ์โอวาท สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย 2550 อรรวรรณ ปิลันธ์โอวาท หลักปรัชญาและวาทวิทยา สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ( พ.ศ. 2550 ) : หน้า 51 . |
| < ก่อนหน้า | ถัดไป > |
|---|